ตอนที่ 2398 ละครฉากหนึ่ง
………………..
มู่หงอวี๋มองเขาด้วยความสงสัย
เจี่ยนเฟิงฉือยกฝ่ามือขึ้นโบกไปมา
“ข้าสาบานได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าสักนิด เมื่อครู่เจ้าไม่ได้เอ่ยอยู่หรอกหรือ ว่าไม่มีผู้ใดรู้ถึงอดีตของเขาในราชวงศ์เทียนลิ่ง สิ่งนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือเขาเอง เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”
มู่หงอวี่คำนึงอย่างถ้วนถี่ แล้วค่อยๆ ละทิ้งความสงสัยที่มีต่อเจี่ยนเฟิงฉือ และเอ่ยถามเสียงข่ม
“แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ในคราที่เขาทรยศหลิวเยว่ เจ้าไม่ได้ยินสิ่งใดเลยงั้นหรือ?”
เจี่ยนเฟิงฉือเอนแผ่นหลังลงพนัก
“หากข้ารู้ตั้งแต่แรก เรื่องนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น”
แม้เขาจะโดนฉู่หลิวเยว่โจมตีอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายปี ทว่าจริงๆ แล้วในใจยังคงยกย่องนางอย่างสูง
เขาเองก็รู้ดีว่าเป็นเพราะหลิวเยว่ เขาจึงเลื่อนระดับพลังของตนได้จวบจนวันนี้
“เพียงแค่..”
เจี่ยนเฟิงฉือมีสีหน้าอึกอัก
“ในช่วงครึ่งเดือนก่อนเกิดเรื่อง เขามักไม่ออกไปแห่งหนใด ข้าไปตามหาเขาหลายหน แต่เขาก็ปฏิเสธข้าด้วยเหตุผลนับไม่ถ้วน ในครานั้นข้าไม่ใคร่สนใจนัก ใครจะไปรู้…”
มู่หงอวี่หัวร่อเยาะ
“เขาคิดล่วงหน้ามาแล้ว เช่นนั้นการที่สิ่งนี้เกิดขึ้นจึงไม่น่าแปลกใจนัก”
“ใช่ เขาคิดล่วงหน้ามาก่อนแล้ว”
เจี่ยนเฟิงฉือเคาะมือลงบนพนักวางแขน
“ข้ามารู้เรื่องนี้ภายหลังเช่นกัน ข้าคิดว่าแม้จะไม่มีเจียงอวี่เฉิงและซั่งกวนหว่าน เขาก็ยังคงลงมืออยู่ดี”
มู่หงอวี๋เม้มปาก
เจี่ยนเฟิงฉือถามกลับ
“ในครานั้น เนื้อเพลงฉินยอมรับนางเป็นเจ้าของแล้ว หากเขาต้องการจริงๆ ก็เพียงนำคนกลับไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดต้องใช้วิธีที่โหดร้ายเช่นนี้กัน?”
มู่หงอวี่นิ่งไปชั่วขณะ
“มากเหนือไปกว่านั้น เจ้าอย่าลืมว่าองค์หญิงใหญ่…ไม่เคยสิ้นชีพลงจริงๆ”
…
“อาเยว่ เจ้าคิดว่าเหตุใดเขาถึงทำให้มันยุ่งยากถึงเพียงนี้”
ถวนจื่อทิ้งกายลงเตียงตั่ง สองมือเท้าคาง พร้อมดวงหน้าที่เลื่อนลอย
“อีกอย่าง ในเมื่อเขาเป็นเสินสื่อลำดับหนึ่ง เหตุใดในตอนแรกถึงเชื่อฟังมั่วสือเชียนนักล่ะ?”
มั่วสือเชียนคือเสินสื่อลำดับที่หก หากมองตามหลักแล้ว ทั้งฐานะ ตำแหน่ง และพลังยังคงด้อยกว่ามู่ชิงเห่ออยู่มากโข
ทว่าตอนนั้นมู่ชิงเห่อต้องทนทุกข์ทรมานจากมั่วสือเชียนเป็นอย่างมาก
นั่นไม่ใช่เรื่องเท็จเป็นแน่
“หากต้องการแสดงละครให้เจ้าเห็น ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้…อย่างไรเสียตอนนั้นเขาก็ลงมือกับเจ้าไปแล้ว”
“ในเมื่อความสัมพันธ์แตกหักไปแล้ว เหตุใดจึงต้องมาเสียเวลาจัดฉากละครน่าเบื่ออย่างการทรมานตนเองด้วยเล่า”
แท้จริงแล้วไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย
ฉู่หลิวเยว่นั่งอยู่ข้างหน้าต่าง พร้อมกับกระดานหมากรุกที่ตั้งอยู่ตรงหน้า และถือตัวหมากเอาไว้ในมือ
เมื่อได้ยินคำกล่าวของถวนจื่อ แววตาของนางก็สั่นไหว
อันที่จริง นางเองก็คำนึงถึงปัญหานี้เช่นกัน
น่าเสียดายที่มั่วสือเชียนสิ้นชีพลงเสียแล้ว จึงไม่มีโอกาสที่จะถามสิ่งใดได้อีก
ผู้เดียวที่สามารถถามได้ก็คือมู่ชิงเห่อ
หากแต่คาดว่าเขาคงไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น
ทั้งหมดเป็นเพียงแค่การจัดฉากมาตั้งแต่แรกงั้นหรือ?
นางเผยเสียงหัวร่อแล้ววางตัวหมากในมือลง
ป๊าบ
“เสินสื่อลำดับสิบเอ็ดและเสินสื่อลำดับสิบสองล้วนไม่รู้เรื่องอดีตของมู่ชิงเห่อยามอยู่ที่ราชวงศ์เทียนลิ่ง ถ้าเช่นนั้นแล้วก็ไม่ผิดแปลกอันใดที่มั่วสือเชียนจะไม่รู้”
หากมองจากปฏิกิริยาของของมั่วสือเชียนในครานั้น เขาต้องไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของมู่ชิงเห่อเป็นแน่
ถวนจื่อตระหนักได้ทันที
“อ้อ! จริงด้วย! เช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่า…เขาเองก็ไม่รู้”
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงต่ำ นางเงียบลงชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”
ตอนนี้นางเปี่ยมด้วยความสงสัยในทุกอย่างที่เกี่ยวกับมู่ชิงเห่อ
นางคาดเดาไม่ออกว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จ และไม่อยากจะคาดเดาอีกแล้ว
“ข้อสรุปคือตอนนี้เขามีฐานะเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเสินสื่อลำดับหนึ่งแห่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์! นอกเหนือจากนั้น เขาอาจลืมทุกอย่างเกี่ยวกับอดีตไปหมดแล้ว”
ผู้ใดจะอยากจดจำสภาพของตนในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดกันเล่า?
แม้จะเป็นเพียงการเสแสร้งก็ตามที ทว่าการต้องคอยประจบประแจงนางในช่วงเวลาหลายปีเช่นนั้น สำหรับผู้ที่มีฐานะเป็นเสินสื่อลำดับหนึ่งแล้ว อาจจะ…ไม่อยากจะหลงเหลือความทรงจำใดใดเอาไว้เลย
ถวนจื่อพลิกตัวกลับแล้วนอนหงายบนเตียงตั่ง ก่อนจะใช้ขาสั้นๆ สองข้างเตะไปมา
“ข้าอยากไปตามหาเขาแล้วซักถามให้ชัดเจนเสียที! หากไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ แค่ปล่อยให้ปีศาจแดงกลับมาก็ยังดี!”
ฉู่หลิวเยว่เอ่ยตักเตือน
“ตอนนี้เขาได้ฐานะกลับคืนแล้ว ปีศาจแดงคงจะไม่กลับมาอีกแล้ว”
เมื่อก่อนตอนไร้ผู้ใดรู้เรื่องราวภายใน ปีศาจแดงยังสามารถไปยังภูเขาเฟิ่งหมิงเพื่อแอบพบกับถวนจื่อได้
ถวนจื่อทั้งเดือดดาลและเศร้าใจ
“ไยจึงเป็นเช่นนี้กันนะ?”
ฉู่หลิวเยว่มองไปยังกระดานหมากรุก
นั่นสิ ไยเขาจึงเป็นเช่นนี้กัน
…
ถวนจื่อพักอยู่กับฉู่หลิวเยว่หนึ่งวันแล้วจึงเดินทางกลับไปยังภูเขาเฟิ่งหมิง
หลังจากประสบกับเหตุการณ์นี้ นางรู้สึกอย่างลึกซึ้งอีกคราว่าพลังของตนยังไม่เพียงพอ!
มู่ชิงเห่อได้กลายเป็นเสินสื่อลำดับหนึ่ง อีกทั้งยังทำให้อาเยว่บาดเจ็บ นางจึงจำต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วที่สุด
ฉู่หลิวเยว่ออกไปเดินเล่นและพบว่าไม่มีผู้ใดรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ในวันนั้น
ชัดเจนว่าเป็นมู่ชิงเห่อที่ปิดบังข่าวคราวนี้เอาไว้
เหลือเวลาเพียงหนึ่งเดือนก่อนประตูสวรรค์จะถูกปิดลง ถนนหนทางรกร้าง มีเพียงเส้นทางดวงดาวที่มีผู้คนมากมาย
มาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว ปรมาจารย์ที่รู้สึกว่าตนยังมีความหวังอยู่บ้างก็ได้เริ่มปฏิบัติการ
ขณะที่ฉู่หลิวเยว่ก้าวเดินบนเส้นทางดวงดาว นางได้มองดูและตัดสินจุดจบของผู้คนเหล่านี้
เมื่อก่อนมู่หย่าเฟิงมีจิ้นอวิ๋นไหลคอยช่วยเหลือแต่กลับยังล้มเหลว แล้วผู้คนเหล่านี้จะทำได้เช่นไร?
ทว่าตอนนี้ฉู่หลิวเยว่เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจิ้นอวิ๋นไหลถึงอดรนทนไม่ไหวที่จะไปช่วยมู่หย่าเฟิง
เส้นทางดวงดาวแห่งนี้ยากลำบากเกินไปสำหรับปรมาจารย์เหล่านี้
หากไร้ซึ่งผู้สำเร็จเพียงสักคน เมื่อถึงเวลานั้น สีหน้าของเขาคงไม่สู้ดีนัก
อันที่จริง จิ้นอวิ๋นไหลดูออกมานานแล้วว่าพรสวรรค์ของฉู่หลิวเยว่นั้นสูงกว่ามู่หย่าเฟิง
หากเขาฝากความหวังไว้ที่ฉู่หลิวเยว่ได้ เขาคงไม่ต้องมีจุดจบที่ตกต่ำจนถึงวันนี้
น่าเสียดายที่ฉู่หลิวเยว่ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงมีอคติอยู่เสมอ และยังพลั้งพลาดโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้าย
ฉู่หลิวเยว่กลับมายังเรือนล้อมลานสี่เหลี่ยมหลังเดิม
ครั้นเปิดประตูเข้าไป ดวงหน้าหล่อหยาดฟ้ามาดินก็ปรากฏออกมา
นางสะดุ้งตกใจ
“หรงซิว?”
………………..